คำว่า เกษตรพอเพียง หลายคนคิดว่าทำแล้วจะดี แต่เชื่อหรือไม่ว่า มันไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ยิ่งมีตัวแปรเท่ากับ รายได้เพิ่ม ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากเข้าไปอีก หากเกษตรกรทั่วไปทั้งมือใหม่ หรือมือเก่า ที่อยากจะหันลงมาเล่น ทำเกษตรพออยู่พอกิน แต่อยากปลดแอก ยังไปไม่รอด แม้รัฐจะให้แนวทางในเรื่องของ การปฏิรูปการเกษตร โดยที่ไปเน้นเรื่อง คุณภาพชีวิตในครอบครัวเรือน ก่อนจะเน้นในเรื่องตลาด แต่เอาเข้าจริงก็ทำกันได้ยาก

หรือว่า เป็นแค่การเขียนสำนวน เอาไว้สวยหรู เพราะเรื่องจริงเช่นนั้นแล้วคือ เกษตรพอเพียง ไม่ได้เหมาะกับเกษตรกรทุกคน เสมอไป

จากหลักการนี้ อ้างอิงจาก ทฤษฎีความพอเพียง นั่นเช่นนั้นแล้วคือการเริ่มต้น ที่มาจาก 0 แต่หลายครอบครัว โดยเฉพาะประชาชนในภาคเกษตร ที่มีสถิติ อัตรารายได้เฉลี่ยต่อหัว ขึ้นชื่อว่า จนที่สุด พวกเขาเหล่านั้น หากจะนับการเริ่มต้น ต้องบอกว่า เริ่มจากติดลบมากกว่า ซึ่งก็กล่าวได้ว่าจำนวนก็ มากน้อยไม่เท่ากัน แล้วแต่ระดับความเป็น หนี้

อ้างว่าให้พอเพียง แต่ต้องลงทุน

ความพอเพียง เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้เท่าที่จำเป็น มันอยู่ในทุกส่วนของการทำอาชีพ ที่ไม่มุ่งหวังกำไรทุกรูปแบบ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม หากมี การลงทุน ย่อมต้องมีกำไร อย่างน้อยสุด ผลตอบแทน จะเท่ากับ กำไรที่ต้องได้ ส่วนนี้จึงเป็นปัจจัยหลัก ที่จะมาพิสูจน์ความอยู่รอด ทำอะไรไม่มีผลตอบแทน เท่ากับว่า เสียเปล่า ปลูกต้นไม้ ยังต้องหวังผลผลิต ถ้าเกิดไม่เอาเนื้อไม้ก็เอาผล ยกเว้นปลูกให้รก

เมื่อ การลงทุน ต้องให้ผลตอบแทน เกษตรกรที่เป็นผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็น พืชหรือสัตว์ ย่อมต้องเน้นเรื่อง การตลาด เข้ามาเกี่ยวเนื่อง มีหรือที่จะลงทุนทำกินเองโดยไม่หวังผลกำไร เพราะโลกทุกวันนี้ มีการแลกเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุด ก็สามารถเปลี่ยนเป็น เงิน ให้สะดวกในการจับจ่ายได้ หากเราจะปลูกทุกอย่างที่ต้องกิน คิดเอาว่า ต้องใช้พื้นที่มากแค่ไหน รวมทั้งคนเราจะกินแต่ผักหญ้า มันก็ไม่สมควร

เมื่อมีต้นทุน นั่นเท่ากับเหตุผลที่ว่า มันไม่เหมาะกับทุกคน

ทำเกษตร แค่ไหนถึงเรียกว่า พอเพียง

รวมไปถึงเมื่อหวัง กำไร หรือผลตอบแทน การทำรายได้นี่แหละ หมายความต้นทุนสำหรับดำเนินกิจการให้อยู่รอด ในเมื่อทุกอย่างต้องมีการลงทุน กำไรจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ใน การทำเกษตร เมื่อราคาเป็นตัวกำหนดความอยู่รอด จึงเป็นเรืองยากที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การดำเนินตามวิถีเดิม เมื่อทุกสิ่งอย่างล้วนต้องใช้ เงิน

ปลูกเพื่อกิน เลี้ยงเพื่อบริโภค แต่หากไม่มีกำไร จะเอาต้นทุนที่ไหนมาสร้าง

ดังนั้นเหตุผลที่ว่า ทำไมการสำรวจในหลายครั้งมักพบว่า เกษตรกรไทยยังคงเป็นหนี้ อย่างมากมาย ก็เพราะไม่หลุดพ้นจากปัญหา รวมถึงวงจรเดิม ๆ แต่ใครจะไม่อยากอยากหลุดพ้น ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ไม่มีใครอยากมีชีวิตแย่ ๆ แต่ทางเลือกนั้นมีน้อยมาก

ทำเกษตรพอเพียง แต่เพียงพอไม่ได้

จากปัญหาโดยรวม เกษตรกรส่วนใหญ่ ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ถือเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากการทำเกษตร ต้องมีพื้นที่ทำกิน ปลูกข้าว ปลูกพืชผลทางการเกษตร หรืออื่น ๆ หากมีผลกำไร เงินที่ได้มา ก็ต้องจ่ายคืนนายทุน เป็นค่าเช่า ค่าลงทุน ค่าดำเนินการต่าง ๆ มากมาย กำไร เช่นนั้นแล้วคือส่วนที่เหลือเล็กน้อย ที่พอเยียวยาไปงวดต่องวด

ทำเกษตร แค่ไหนถึงเรียกว่า พอเพียง

ร่วมกับเมื่อเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ หักเงินลงทุนในครั้งต่อไปไม่พอ ก็ต้องไปหาแหล่งเงินเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้นอกระบบ หรืออื่น ๆ เพื่อนำเงินมาลงทุนซ้ำ รวมถึงมักเป็นหนี้หมุนเวียนโดยไม่จบสิ้น ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะไม่มีกำไรส่วนต่างมาใช้จ่าย แล้วก็ค่าใช้จ่ายก็ยังตามมาระรานในทุกเดือน

ปัญหาถัดมา หมายความ มีแหล่งเงิน แต่ใช้เงินผิดประเภท เกษตรกรส่วนใหญ่ ใช้เงินที่กู้มาจากธนาคารเพื่อการเกษตรรวมไปถึงสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) มาใช้จ่ายอย่างอื่น แทนที่จะนำไปลงทุนในเรื่องต่าง ๆ อย่างจริงจัง เมื่อใช้เงินกับอย่างอื่นไป เงินก็ไม่งอกเงย ก็ไม่สามารถสร้างรายได้ต่อยอดได้ เมื่อถึงกำหนดชำระ ก็ไม่มีจ่าย จึงหันไปพึ่งแหล่งเงินอื่น เป็นหนี้เพิ่มเข้าไปอีก

รวมทั้งเหตุผลอื่น ๆ มากมาย ที่เกิดจากการลงทุน แล้วไม่ได้ผลกำไรที่ควรจะได้

เกษตรพอเพียง ทางรอดจริงหรือไม่

การหันมาทำเกษตรพอเพียง ใช่แค่ปลูกผักกิน ปลูกขายไปวัน ๆ ทำแบบนี้ต่อให้ไม่ต้องลงทุน ก็พอเพียงไม่ได้ มีแต่ตายเพราะเหนื่อย แต่จะทำง่ายมาก ถ้าเกิดไม่กินข้าว ไม่ต้องจ่ายค่าไฟ ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่ หมายรวมไปถึงไม่มีหนี้สิน

ทำเกษตร แค่ไหนถึงเรียกว่า พอเพียง

แต่ความจริงตรงกันข้าม ก่อนจะพอเพียง ต้องหาทางปลดหนี้ก่อน ทฤษฎีเกษตรพอเพียง ที่อ้างว่า สามารถสร้างรายได้อย่างมากมาย นั่นเพราะเป็นการผลิตโดยใช้ต้นทุนต่ำ บวกกับผู้กระทำย่อมไม่มีภาระหนี้สิน หรือมีก็น้อยมากจนสามารถชดใช้ได้โดยไม่ลำบาก รวมทั้งทุกอย่างอยู่ในความพอดี ต้นทุนต่ำ มีเวลามากพอ เมื่อได้ผลผลิต ก็นำมากิน มาขาย สร้างเป็นกำไรต่อไป ทีละเล็กละน้อย

เรียกว่า เน้นคุณภาพชีวิตบวกกับครอบครัว เป็นอันดับแรก ก่อนจะเน้นในเรื่องของตลาด สวนทางกับความคิดที่ว่า ไม่ทำจะเอาอะไรกิน จริง ๆ แล้วการทำแต่น้อยรวมไปถึงพอกิน ก็อยู่รอดได้ มากกว่าการทำเยอะแล้วขาดทุน

ทฤษฎีความพอเพียง จะเป็นดังเช่นต้องเริ่มจาก การปลดหนี้ให้เหลือน้อยที่สุด บวกกับมีเวลามากพอที่จะรอ ให้ผลผลิต เกิดเป็นรายได้

หากยังคงมีหนี้ที่ต้องใช้ทุกเดือน มากกว่ารายได้ที่มี เกษตรพอเพียง น่าจะอยู่รอดได้ยาก

ทุกวันนี้ หลายคนคิดว่า แม้นว่าอยากรวยต้องลองทำเกษตร แนวคิดที่ว่า ต้องลงทุนทำการเกษตรที่ใช้เงินจำนวนมาก ใช้พื้นที่จำนวนมาก เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม แต่พอเกิดปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ผลผลิตราคาตกต่ำ เกิดโรคระบาด ฯลฯ ก็เกิดการขาดทุนอย่างมากมายมหาศาล สุดท้าย จำนวนคนมีรายได้ต่ำ ก็มาจากภาคเกษตรนี่แหละ ถ้าหากทำเกษตรแล้วรวยได้ง่าย ๆ เราคงได้พบเจอกับ เจ้าสัว เต็มทุ่งนา

หากอยากรวย อย่าทำเกษตร เพราะการทำเกษตร เน้นแค่พอเพียง พออยู่ พอกิน มีกินมีใช้ไม่อด แต่ไม่รวย นั่นหมายความที่มาของคำว่า เกษตรพอเพียง

ลองปรับเปลี่ยน วิถีชีวิต แล้วก็การดำเนินการใหม่ อาจต้องใช้เวลาในการ ปลดหนี้ ไม่ใช่ไม่ทำเลย แต่ให้ทำแบบ ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเล็ก ๆ ทำแค่เพียงพอ ก่อน ให้มีคุณภาพ ให้มีความรู้แน่น ค่อยขยับขยายออกไปเรื่อย ๆ เน้นในเรื่อง คุณภาพชีวิต โครงสร้างครอบครัว เพื่อความอยู่รอดก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อชีวิตมีความสุข ความคิดในเรื่องคุณภาพก็ตามมา เมื่อผลผลิตมีคุณภาพ ตลาดก็จะตามมา เมื่อตลาดตามมา อย่าลืมหันกลับไปมอง จุดที่เดินผ่านมาด้วย