Notifications
Clear all

ขั้นตอนการทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง


admin
Posts: 30
Admin
Topic starter
(@admin)
Member
Joined: 2 weeks ago

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงนั้น มีประโยชน์ด้านเกษตรเป็นอย่างมากที่เราสามารถนำมาใช้ในการทำเกษตรบวกกับมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนที่ดีที่สุดของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสีม่วง ซึ่งก็จะนับได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่สะสมกำมะถัน โดยแบคทีเรียชนิดนี้เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสง จะเกิดกระบวนการใช้แสง ถ้าสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ไม่มีแสงก็เปลี่ยนระบบมาเป็นกระบวนการที่ไม่ต้องใช้แสง ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

เพราะฉะนั้นจึงมีการนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง มาใช้ประโยชน์โดยผ่านจากกระบวนการผลิตใช้เอง บวกกับนำมาใช้ในการปรับปรุงสภาพดิน ให้เหมาะสมกับการดูดซึมสารอาหารของพืช รวมไปถึงช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่พืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดูเรื่อง วิธีทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง

ทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ต้องใส่ผงชูรสหรือไม่

ทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เองกี่วันถึงจะแดง ก่อนจะทำให้แดง ลองมาดูส่วนผสมกันก่อน อันดับแรกเริ่มให้เตรียมของมาดังนี้

  1. น้ำสะอาด 10 ลิตร
  2. ไข่สด (ไข่เป็ด ไข่ไก่ 1 ฟอง)
  3. สารเร่ง (มีหรือไม่ก็ได้) เช่น ผงชูรส เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว น้ำปลา น้ำตาล ฯลฯ ซึ่งก็จะนับได้ว่าเป็นตัวช่วยเร่งความเร็วในการหมัก

การทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใช้เอง ส่วนผสมหลักๆ เท่ากับว่า น้ำสะอาด ไข่สด เพียงสองอย่างนี้ก็สามารถทำได้เลย ส่วนสารเร่งจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ บางสูตรใส่ผงชูรส บางสูตรใส่น้ำปลา บางสูตรใส่นมเปรี้ยว หรืออื่นๆ แล้วแต่ความถนัดบวกกับต้องการนำไปใช้กับพืชชนิดใด เช่น การเร่งราก อาจใช้สารเร่งเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง หรือผงชูรส ส่วนการใช้น้ำปลา น้ำตาล หรือนมเปรี้ยว อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ในขณะที่ทำการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงกับพืช หรือเร่งการดูดซึมทางใบแก่พืช หากใช้สารเร่งเป็นสิ่งที่ให้ความหวาน อาจเย้ายวนใจสัตว์บวกกับแมลงจำพวกมดเข้ามาได้

การขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

เพียงนำหัวเชื้อไปผสมกับน้ำสะอาด ในอัตราส่วน หัวเชื้อ 1 ลิตร ผสมน้ำได้สูงสุด 10 ลิตร บวกกับเขย่าผสมนำไปตากแดดซ้ำอีก 1 เดือนก็จะได้หัวเชื้อนำมาใช้ซ้ำได้ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะทำให้ได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ได้ไม่จำกัด

ในการขยายหัวเชื้อ สามารถเติมไข่บวกกับส่วนผสมเพื่อเร่งการหมักได้ เหมือนกับขั้นตอนการทำหัวเชื้อในช่วงแรก ได้เพื่อช่วยเร่งให้เกิดสีได้เร็วขึ้น แต่ระยะเวลาโดยประมาณก็ 30 วันเป็นอย่างต่ำ

ผลเสียของการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง

แต่เดิมเรารู้กันว่า ยิ่งใช้ก็ยิ่งมีประโยชน์ มักจะไม่เจอโทษหรือผลเสียหาย แต่ปัจจุบันมันเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากการใช้จุลินทรีย์ที่เกิดจากการหมักดองประเภทนี้ มันจะทำให้เราได้จุลินทรีย์จริง หรือ อาจได้เชื้อโรคที่เข้าใจว่าเป็นประโยชน์ มีคนสงสัยกันไหมในข้อนี้

ตามที่หลายคนตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าในส่วนของการปนเปื้อนของหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง บวกกับนำมาซึ่งก็จะนับได้ว่าเชื้อที่สามารถก่อโรคระบาดสู่เกษตรกรผู้ใช้ เนื่องจากผลของการใช้ของหมักมาเป็นอาหารให้หัวเชื้อบวกกับเกิดการปนเปื้อน

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโทษของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ปนเปื้อน จากผู้ใช้จริง

ข้อสังเกตุเท่ากับว่า "ถ้าสีแดงที่พบนั้น เท่ากับว่า แบคทีเรียสังเคราะห์แสงจริง น้ำสีแดงหรือสีเขียวก็ไม่ควรจะมีสีเมื่อหมักตั้งไว้ในที่ร่ม เนื่องจากไม่เกิดการสังคราะห์แสงจริง (ไม่โดนแสง)"

ข้อพิสูจน์แล้วเท่ากับว่า "จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสามารถเจริญได้ทั้งในแบบใช้แสงบวกกับไม่ใช้แสง
นอกจากนี้ ไม่เคยพบรายงานใดที่ระบุว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นสาเหตุในการเกิดโรคต่อเกษตรกร นักวิจัยของญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่ค้นพบว่านอกจากจะมีประโยชน์กับพืชแล้ว สามารถผสมอาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย"

แต่ก็ยังไม่จบที่ว่า เชื้อที่ก่อโรคสามารถพบได้ตามธรรมชาติทั่วไป เพราะในธรรมชาติ มีจุลินทรีย์หลายชนิดที่สร้าง pigment เม็ดสีในเซลล์ได้ เช่น ยีสต์ รา รวมถึงแบคทีเรีย ถึงจะไม่มีกระบวนการสังเคราะห์แสงแต่เซลล์ก็ยังแดงได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนกลัว ว่าการใช้จุลินทรีย์ที่ไม่ได้ผ่านการทำอย่างถูกวิธี จะมีการปนเปื้อนของเชื้อที่ก่อโรคตั้งแต่คราวแรก บวกกับอาจทำให้เกิดโทษมากกว่าได้ประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน

ก็คงจะได้ความรู้บวกกับความเข้าใจกันไปแล้วในเรื่องของทำอย่างไรให้ผักงาม คำตอบเท่ากับว่า จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ที่ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง กันได้ตามลิ้งที่ให้ไว้นี้

Share: